31
อบต. เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กที่สุดและมีเขตพื้นที่ที่ต้องดูแลอยู่นอกเขตเมือง ด้วยเหตุนี้ อบต. จึงเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด โดยจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลทุกข์สุขและให้บริการประชาชนในหมู่บ้านและตำบลแทนรัฐหรือส่วนกลาง ที่ไม่สามารถจัดบริการสาธารณะ หรือดูแลประชาชนทั่วประเทศได้อย่างทั่วถึง ข้อมูลจากกรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2568 ระบุว่าทั่วประเทศ มี อบต. ทั้งหมด 4,994 แห่ง โดยตัวเลขนี้ก็มีแนวโน้มจะลดลงเรื่อย ๆ จากการควบรวม อบต. บางส่วนเพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือการยกอบต. ที่มีความเจริญในระดับหนึ่งให้เป็นเทศบาลเพื่อให้มีอิสระในการบริหารงานมากขึ้น
พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 กำหนดให้ อบต. มีอำนาจหน้าที่ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ดูแลความระเบียบเรียบร้อย ความสะอาดของถนน ป้องกันโรคและบรรเทาสาธารณภัย ไปจนถึงการจัดการศึกษาอบรมให้กับประชาชน และบำรุงรักษาศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น
เหมือนกันกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภท เช่น อบจ. หรือ เทศบาล โครงสร้างของ อบต. ประกอบไปด้วยนายก อบต. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ทำหน้าที่บริหาร อบต. กำหนดนโยบาย และ ส.อบต. มาจากการเลือกตั้งหมู่บ้านละหนึ่งคน โดยใช้เขตหมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง เว้นแต่หมู่บ้านใดจะมีประชากรไม่ถึง 25 คน ก็ให้ไปรวมกับหมู่บ้านใกล้เคียงจนครบ 25 คนและให้นับเป็นหนึ่งหน่วยเลือกตั้ง ทั้งนี้ ส.อบต. จะต้องมีอย่างน้อยให้มี 6 คน ส.อบต. ทำหน้าที่เคาะแผนพัฒนา อบต. เห็นชอบร่างข้อบัญญัติต่างๆ เช่น ร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี และควบคุมการทำงานของนายก อบต. ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย
ทั้งนายก อบต. และ ส.อบต. จะอยู่ในวาระได้ครั้งละ 4 ปี แต่ นายก อบต. จะอยู่ในตำแหน่งเกิน 2 วาระติดกันไม่ได้
ทั้งนี้ อบต. มีรายได้สามทาง จาก 1) รายได้ที่ อบต. จัดเก็บเองจากภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย อากรการฆ่าสัตว์ ค่าภาคหลวงแร่ ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม เงินที่เก็บจากอุทยานแห่งชาติ 2) รายได้ที่หน่วยงานรัฐจัดเก็บในพื้นที่จังหวัดนั้นและจัดสรรให้อบต. เช่น ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ 3) เงินอุดหนุนจากรัฐ
นโยบายการใช้คุกกี้ (Cookies Policy)